ในวันที่มีคอนเทนต์ครีเอเตอร์เต็มไปหมด ผู้ผลิตรายการอย่างเวิร์คพอยท์ทำอย่างไร ให้รายการที่นำเสนอศิลปะวัฒนธรรมไทยอย่าง ‘ชิงช้าสวรรค์’ และ ‘คุณพระช่วย’ อยู่ครองใจผู้ชมมาจนถึงทุกวันนี้ และสามารถต่อยอดออกเป็นอีเวนต์และการพัฒนาศิลปิน
HEADLINE ขีดเส้นใต้ประเด็นใหญ่ โดยสำนักข่าว TODAY ชวนหนึ่งในคนที่อยู่เบื้องหลังรายการ คุณพระช่วย อย่าง อ้วน-จิรศักดิ์ ก้อนพรหม รองผู้อำนวยการฝ่ายผลิตและฝ่ายบริหารศิลปิน บริษัท ไทย บรอดคาสติ้ง จำกัด มาพูดคุยถึงทิศทางของการทำรายการ การแตกแขนงมาสู่การบริหารศิลปินและอีเวนต์ และการผสมสิ่งใหม่ที่ต่อลมหายใจของความเป็นไทยบนหน้าจอ
[เบื้องหลังความครีเอทีฟที่ไม่มีวันตาย]
ในยุคที่มี ‘คอนเทนต์ครีเอเตอร์’ เกิดขึ้นบนโลกออนไลน์เต็มไปหมด พี่อ้วน-จิรศักดิ์ ก้อนพรหม ซึ่งคร่ำหวอดกับการทำรายการทีวีมาทั้งชีวิตก็มองว่าแม้ว่ารายการอย่างคุณพระช่วยจะเกิดในยุคทีวีอนาล็อก และยังคงสร้างความประทับใจมาสู่ยุคดิจิทัล แม้ว่าคนดูอาจมีไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไป แต่สิ่งที่ทำให้รายการอยู่มาได้คือ คุณพระช่วย ก็คือหนึ่งคอนเทนต์ และพอเป็นคอนเทนต์ปุ๊บ มันจะอยู่ที่ไหนก็ได้ในโลกนี้ ท่ามกลางแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา
หากย้อนกลับไปถึงสารตั้งต้นของรายการ ‘คุณพระช่วย’ รายการวัฒนธรรมที่อยู่คู่กับคนไทยมา 20 กว่าปี จนในยุคนี้ก็ยังคงเห็นไวรัลจากการที่ศิลปิน T-POP ตบเท้าสวมเสื้อยืดโจงกระเบนมาร่วมรายการกันอย่างไม่ขาดสาย นี่เป็นสิ่งที่ผู้บริหารของเวิร์คพอยท์อย่าง พี่จิก ประภาสชลศรานนท์ ที่อยากให้มีรายการวัฒนธรรมที่ดูเข้าถึง มีความยิ่งใหญ่ ความ ‘ว้าว’ จนอุทานออกมาว่า ‘Oh My God’ นำมาสู่ชื่อภาษาไทยอย่างเข้าใจง่ายและติดหู
“ในแง่ของผู้ผลิต ที่เราเป็น Creative เราก็ต้องพัฒนาต่อ แนวคิดของคุณพระช่วยคือเราจะทำเรื่องใหญ่ให้มันเข้มข้นขึ้นและกระชับขึ้น เราจะทำเรื่องเล็กแล้วตีแผ่ให้มันลึกลงไปอีก เราจะทำเรื่องที่ไม่รู้ให้มันว้าว เราจะทำเรื่องว้าวแล้วให้มันว้าวขึ้นไปอีก หรือเรื่องวัฒนธรรมที่มันยิ่งใหญ่ ทำยังไงมันถึงจะ Ready to eat (ย่อยง่าย) ซึ่งทุกวันนี้คุณพระช่วยก็ยังคงเป็นแบบนั้น” พี่อ้วน เล่าถึงแก่นการสร้างสรรค์รายการ
เส้นทางความสร้างสรรค์ของรายการคุณพระช่วย เดินทางมาพร้อมๆ กับเส้นทางชีวิตครีเอทีฟอย่างพี่อ้วน ที่อุทานโอ้มายกอดตั้งแต่เห็นความอลังการของฉากรายการในวันแรกของการทำงาน สู่ความเป็นอมตะที่ยังสร้างความตื่นตาตื่นใจมาถึงทุกวันนี้ เขากลายเป็นครีเอทีฟรายการชิงช้าสวรรค์ และรายการร้องเพลงอีกหลายรายการของเวิร์คพอยท์ เช่น I Can See Your Voice, ล้วงลับตับแตก
“รายการประกวด มันเป็นหนึ่งในเคมีของมนุษย์คนไทย ที่ว่าสมมติว่าการทำอะไรบางอย่างเนี่ย ถ้ามันมีการแข่งขัน มันมีการติดตามได้ง่าย ต้องบอกแบบนี้ว่าผู้ชมอาจจะติดตามรายการประกวดกับมนุษย์คนหนึ่ง ที่จะติดตามว่า อุ๊ย คนเนี้ยเส้นทางเขาเป็นยังไงจากการประกวด ผมว่าอันนี้มันเป็นคอนเทนต์ที่มันเข้าถึงคนดูได้ง่าย” พี่อ้วน กล่าวถึงสาเหตุที่ทำไมเวิร์คพอยท์ถึงมีรายการประกวดค่อนข้างเยอะ เนื่องจากเป็นเคมีของคนไทยที่รักคนที่เติบโตจากการประกวด
[ดูแลศิลปินเหมือนปลูกดอกไม้]
หนึ่งในคติด้านการทำงานเป็นคนสร้างสรรค์รายการประกวดร้องเพลงของพี่อ้วน คือคำสอนของครูเอ้ อัษฎาวุธ สาคริก เลขาธิการมูลนิธิหลวงประดิษฐไพเราะ ที่ให้คำนิยามเอาไว้ว่า การประกวดมันไม่ใช่หมายความว่า 1 ไปเจอ 1 แล้วจะเหลือ 1 แต่เจอกันแล้วมันเป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เป็น 5 หรือก็หมายถึงว่าการประชัดไม่ได้เป็นการฆ่าให้ตายไป แต่การได้เห็นฝีมือกันและกันก็ได้พัฒนาตัวเองและนำไปสู่การเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้น
“ในยุคดิจิทัล คอนเทนต์ที่มันเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่เป็นสคริปต์ต่างๆ คอนเทนต์อีกคอนเทนต์หนึ่งมันอยู่ในมนุษย์ แล้ววิธีการสร้างของเรา วิธีการคิดของโปรดิวเซอร์ทุกวันนี้ ต้องคิดว่า คอนเทนต์อยู่ในมนุษย์ แล้วเราก็กำลังสร้างมนุษย์ กำลังสร้างบุคคลที่จะนำพาคอนเทนต์เราแล้วไปอยู่ในตัวเขาต่อไป” พี่อ้วน กล่าว
พี่อ้วนเล่าให้ฟังว่ารายการประกวดหรือรายการแข่งขัน ผู้เข้าแข่งขันเหล่านั้นจะได้รับการพัฒนาภาพลักษณ์ศิลปิน ซึ่งการพัฒนาเหล่านั้นคนดูจะได้เห็นการพัฒนาของเขาไปด้วย ผู้เข้าแข่งขันคนนั้นจะแพ้หรือชนะ ส่วนหนึ่งก็ขึ้นอยู่กับคนดู หากคนดูให้คนชนะ ก็แสดงว่า “โลกนี้ยอมรับเขาแล้ว” ดังนั้นหน้าที่ของโปรดิวเซอร์อย่างพี่อ้วนก็คือการที่เอาสิ่งที่เขารัก สิ่งที่เขาชอบ และสิ่งที่คนดูให้คนนี้ว่าชนะเลิศแล้ว เอามาดูแลต่อ และค่อยๆ พัฒนาต่อ ทั้งการฝึกฝนบุคลิกภาพ และการเป็น “ลมใต้ปีก” สนับสนุนในด้านต่างๆ
แม้ว่าในรูปแบบจะตอบโจทย์กัน และเกื้อกูลกันไปกันมาระหว่างค่ายและศิลปิน แต่สำหรับพี่อ้วนแล้ว เขามองว่าการได้เห็นคนหนึ่งที่เดินเข้ามาแข่งขันในการประกวดตั้งแต่วันแรก และได้เห็นศักยภาพก็อยากจะซัพพอร์ตให้ศิลปินคนนั้นได้ไปถึงฝัน
“ธุรกิจอื่นอาจทำเอากำไร เช่น การปลูกผักบุ้ง ผักคะน้า 10 ไร่ 20 ไร่ แล้วก็มีคนมาเหมา ก็เก็บขายเก็บขายไป การทำศิลปินมันเหมือนการปลูกดอกไม้ เราปลูกเยอะไม่ได้ เราต้องค่อยๆ ปลูก ค่อยๆ ดูแล แต่ดอกไม้ที่ออกมามันจะงามมากเลยนะครับ ดาวเรืองจะสวยกว่าการปลูกดาวเรืองที่เป็นแปลงอุตสาหกรรมมาก ดังนั้นดาวเรืองเราก็มีหน้าที่ตัด ทะนุถนอม แล้วเอาไปปักแจกัน เพื่อให้คนมาซื้อไป หรือแฟนๆ เดินผ่านเห็นแล้วก็สวยจัง ดีจัง เพราะจัง เราก็มีหน้าที่ดูแลโมเมนต์นั้นให้เขา” พี่อ้วน กล่าว
[ครีเอทีฟเวิร์คพอยท์ต้องไม่หยุด]
การ Spin-Off (สร้างผลงานอื่นๆ) จากรายการโทรทัศน์สู่อีเวนต์ มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย แต่ ‘คุณพระช่วยสำแดงสด’ เปิดฉากอลังการมาถึงปีที่ 13 พาย้อนรำลึกบทเพลงดังจากหนังและละครในความทรงจำ และได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม
เบื้องหลังของการทำคอนเสิร์ตแยกของ คุณพระช่วย นี้ พี่อ้วนตอบตรงๆ ว่าเป็นเพราะ “เสียดายคอนเทนต์” เพราะในรายการโทรทัศน์มีคอนเทนต์ และเพลงเยอะมาก ทั้งการเอาเพลงเก่ามาทำใหม่จนมีเอกลักษณ์ และเพลงที่พี่จิก ผู้บริหารเวิร์คพอยท์เขียนขึ้นเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย ซึ่งมีความลึกซึ้ง เมื่อมีบทเพลงแล้ว การนำเอาความตลกของ จำอวด 3 น้า มาร้อยเรียกไปกับเรื่องราวที่ใกล้ตัวกับคนไทย จึงเกิดเป็นปรากฏการณ์ความสนุกสนาน
“หน้าที่เราที่เป็นทีมครีเอทีฟของเวิร์คพอยท์คือ ต้องไม่หยุด คนดูสนุกแล้ว ไอ้หลังบ้านต้องแบบ สนุกได้อีกเมื่อไหร่ สนุกได้ถึงเมื่อไหร่ 3 เดือน 5 เดือน ปีนึง แล้วหลังจากปีนั้นเราต้องป้อนอะไรที่มันว้าว มันใหม่ มันสนุก ก็เป็น Challenge ที่เวิร์คพอยท์ ทำในทุกๆ ปี ในทุกๆ ซีซั่น ถึงทุกวันนี้” พี่อ้วนกล่าวทิ้งท้าย










