การเมืองไทย แย่กว่านี้ไม่ได้แล้ว โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ

การเมืองไทย แย่กว่านี้ไม่ได้แล้ว โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ

การเมือง

ประเทศๆ หนึ่งก็เหมือนชีวิตคนๆ หนึ่ง มีเกิด เติบโต รุ่งโรจน์ และเสื่อมถอยได้ มีทั้งช่วงที่แข็งแรงและอ่อนแอ

 

เมื่อประมาณ 40 ปีที่แล้ว ปลายทศวรรษ 2520 ต่อต้นทศวรรษ 2530 ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่เติบโตอย่างก้าวหน้าในหลายๆ ด้านทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และคุณภาพชีวิต เป็นผู้นำในอาเซียน จนเราฝันว่าจะกลายเป็นเสือตัวที่ 5 ซึ่งไม่เพียงมีความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยี แต่ยังมีประชาธิปไตยที่ลงหลักปักฐาน สิทธิเสรีภาพเบ่งบาน คุณค่าสิทธิมนุษยชนถูกโอบรับ เป็นสังคมที่ยอมรับความแตกต่างหลากหลายและก้าวหน้าทันสมัย เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ตอนนั้นเรามีวิสัยทัศน์ในการพัฒนาประเทศที่ความเป็นไทยสง่างามเคียงคู่ความเป็นสากล ตอนนั้นเรามองไปข้างหน้าอย่างมีความหวังและพลังเชิงบวก 

ตัดกลับมาที่ปัจจุบัน ความหวังและความฝันที่ว่ามาเริ่มเลือนหาย เรากลายเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความสับสน อึดอัดคับข้องใจ และวิตกกังวลกับอนาคต จากยุคแห่งความรุ่งโรจน์กลายเป็นยุคแห่งความซบเซา เศรษฐกิจไทยประสบปัญหาการเติบโตช้าต่อเนื่อง เครื่องจักรในการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจหยุดทำงาน หนี้สินของคนไทยล้นพ้นตัว ความเหลื่อมล้ำยังคงขยายตัวและทำให้เรากลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยสูงที่สุดในโลก ช่องว่างและคุณภาพของการศึกษาก็เป็นปัญหาเรื้อรัง ยังไม่ต้องพูดถึงสิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรมและปัญหามลพิษ กระบวนการยุติธรรมที่ขาดมาตรฐาน และความสัมพันธ์อันตึงเครียดกับเพื่อนบ้าน

ปัญหาที่ว่ามาทั้งหมดนี้ฉุดรั้งให้ประเทศไทยกลายเป็นสังคมที่ป่วยไข้ จนถึงขั้นที่นักสังเกตการณ์ต่างชาติเริ่มเรียกขานเราว่าเป็น “คนป่วยแห่งเอเชีย”

คงไม่อาจปฏิเสธได้ว่าปัญหาทั้งหมดนี้ จะแก้ไขได้ก็จำเป็นต้องมีรัฐบาลและระบบราชการที่มีคุณภาพและมีวิสัยทัศน์ และการเมืองต้องมีเสถียรภาพ แต่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤตการเมืองมายาวนานร่วม 2 ทศวรรษซึ่งทำให้การเมืองไร้เสถียรภาพ เรามีการรัฐประหาร 2 ครั้งในยุคที่โลกไม่ทำรัฐประหารกันแล้ว สะท้อนความไร้กติกาทางการเมือง ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศทั้งยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน เรามีรัฐธรรมนูญที่ออกแบบมาไม่ดี ทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอ อำนาจขาดสมดุลระหว่างสถาบันการเมืองต่างๆ ทั้งยังล้มเหลวในการแก้ไขการคอร์รัปชัน รัฐบาลล้มง่าย และเสียงของประชาชนไม่ได้กำหนดหน้าตารัฐบาลอย่างแท้จริง ดังนั้น การเมือง รัฐธรรมนูญ และปากท้องจึงส่งผลซึ่งกันและกัน

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เรากลายเป็นประเทศที่ป่วยไข้ 

ปัญหาการเมืองจึงเป็นอุปสรรคที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ วิธีที่จะรื้อฟื้นความหวังจึงอยู่ที่การทำให้การเมืองดีขึ้นกว่าเดิม และเปลี่ยนการเมืองจากที่เป็นปัจจัยฉุดรั้ง ให้กลายเป็นปัจจัยเกื้อหนุนการพัฒนาประเทศ เมื่อปัญหาสำคัญอยู่ที่การเมืองก็ต้องแก้ที่การเมือง การเลือกตั้งครั้งนี้ประชาชนมีโอกาสที่จะกำหนดหน้าตาคนที่จะมาบริหารประเทศ และยังมีโอกาสที่จะกำหนดกติกาใหม่ที่ดีกว่าเดิมผ่านการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยิ่งประชาชนออกไปใช้สิทธิส่งเสียงของตัวเองมากเท่าใด การเลือกตั้งก็มีความหมายมากขึ้นเท่านั้น 

หากเราปล่อยให้หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ถูกปิดลง ประเทศไทยก็ยากที่จะฟื้นจากความป่วยไข้

มาช่วยกันทำให้การเข้าคูหาครั้งนี้มีความหมาย เพื่อเปิดประตูบานแรกไปสู่การเปลี่ยนทิศทางของประเทศ และรื้อฟื้นความหวังให้กลับคืนมา

ประจักษ์ Writerประจักษ์

Podcast

บทความที่เกี่ยวข้อง
การเมืองไทย แย่กว่านี้ไม่ได้แล้ว โดย ประจักษ์ ก้องกีรติ