เมื่อราชทัณฑ์ไม่ได้ทำเอาโมเดลตะวันตกมาใช้จริง ทำให้คุกไทยไม่ได้เป็นพื้นที่สร้างวินัยให้ผู้กระทำผิดกลับสู่สังคม แต่ดันกลายเป็นแหล่งคุมขังผู้เห็นต่างทางการเมือง และยังเปิดช่องให้มีบรรดา ‘นักโทษ VIP’ ทั้งอภิสิทธิ์ชนคนไทย รวมไปถึงชาวต่างชาติ
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น แต่เป็นปัญหาที่มีมาทุกยุคทุกสมัย หากย้อนประวัติศาสตร์เรือนจำไทย HEADLINE ขีดเส้นใต้ประเด็นใหญ่ โดยสำนักข่าว TODAY พูดคุยกับ ผศ.ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ ‘รัฐราชทัณฑ์’ ถึงปัญหาคาราคาซังของราชทัณฑ์ไทย
[ผู้ต้องขัง VIP มีมาทุกสมัย]
ผู้ต้องขังที่มีอภิสิทธิ์กว่านักโทษทั่วไปมีมาอยู่ทุกยุคทุกสมัย ผศ.ดร.ศรัญญู เทพสงเคราะห์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เขียนหนังสือ รัฐราชทัณฑ์ เล่าย้อนประวัติศาสตร์ให้ฟังว่า จากเอกสารเก่าก็ปรากฏ ‘คุก VIP’ มาตั้งแต่อดีต ไม่ใช่เรื่องใหม่ และแทบไม่ต่างจากปัจจุบันเท่าไหร่นัก
แม้ปัจจุบันการลงทัณฑ์ของไทยจะใช้การจำคุก ซึ่งยึดตามมาตรฐานการลงทัณฑ์แบบตะวันตก แต่หากย้อนกลับไปก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 แล้ว การลงทัณฑ์ของไทยอยู่ด้วยแนวคิดทางศาสนา และวัฒนธรรมที่แฝงอยู่ในสังคมไทย เมื่อมีผู้กระทำผิด ก็ต้องให้โทษสาสม ซึ่งสังคมไทยก็ยังคงคุ้นเคยกันแบบนี้ ทำให้หลายๆ อย่างในคุกไทยก็ยังคงมีการแฝงเร้นวัฒนธรรมการลงทัณฑ์แบบดั้งเดิม
“เอาจริงๆ แล้วโดยปกติของเรานี้ เราเชื่อว่ามนุษย์เราเกิดมาไม่เท่ากัน ในวิธีคิดแบบไทยๆ ครับ เพราะว่าเราสั่งสมบุญบารมี สั่งสมกรรมดีกรรมชั่วมาไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดใครทำกรรมชั่ว ก็ต้องถูกลงโทษให้มันสาสม ซึ่งอันนี้มันคือวิธีการลงทัณฑ์แบบไทยๆ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจเลย คือสมมติถ้าเกิดการลงทัณฑ์ วิธีการลงทัณฑ์แบบไทย แบบจารีตเรา จะสัมพันธ์อยู่กับเรื่องของช่วงชั้นสถานะ ของบุคคล ถ้าเกิดเป็นชนชั้นสูง ก็จะเป็นแบบหนึ่ง ถ้าเกิดเป็นคนธรรมดา เป็นไพร่ เป็นสามัญชน ก็อีกแบบหนึ่ง ซึ่งลักษณะแบบนี้ มันสัมพันธ์กับเงื่อนไขการลงทัณฑ์แบบไทยๆ ที่มันไม่ได้เป็นแบบเดียวกับมาตรฐานแบบตะวันตก ที่ทุกอย่างมีสแตนดาร์ด มีความเสมอภาคเสมอกันภายใต้กฎหมาย” อ.ศรัญญู กล่าว
เมื่อย้อนกลับไปช่วงการปฏิรูประบบราชทัณฑ์ในช่วงแรก หรือในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5-6 ก็พบว่ามีผู้กระทำผิดที่เป็นเจ้านาย ทำการปลอมธนบัตร ซึ่งแท้จริงต้องได้รับโทษจำคุก แต่กลับไม่ต้องจำคุก และให้ทำการ ‘ขังหลวง’ หรือการขังอยู่ในวังแทน
นี่เป็นสิ่งที่ อ.ศรัญญู ระบุว่า จารีตที่สัมพันธ์อยู่กับเรื่องช่วงชั้นทางสังคม ก็ปกป้องสิทธิพิเศษอะไรบางอย่างของคนชนชั้นสูง
เช่นเดียวกับนักโทษต่างชาติ ก็พบว่าในอดีต “มีสถานะที่สูงกว่านักโทษไทย” อ.ศรัญญู อธิบายว่าเนื่องจากได้รับความคุ้มครองและตัดสินโดยศาลต่างประเทศไม่ใช่ศาลไทย ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงที่สูงกว่า พร้อมได้รับอภิสิทธิ์หลายอย่าง เช่นไม่ต้องสวมเครื่องพันธนาการ ไม่ต้องสวมเครื่องแบบหรือโซ่ตรวน และพบว่ามีการปรุงอาหารหรือสั่งอาหารจากข้างนอกเข้ามาในคุกได้
[คุกมีไว้ขังคนปฏิปักษ์ต่อผู้มีอำนาจ?]
ส่วนการคุมขังนักโทษการเมือง ก็มีอยู่ในหลายยุคหลายสมัยของไทยเช่นกัน แม้ในอดีตอาจมีผู้วิจารณ์รัฐบาลอย่าง ก.ศ.ร. กุหลาบ ซึ่งถูกจำคุกและส่งไปโรงพยาบาลจิตเวช รัฐไม่ได้นิยามเป็นนักโทษการเมือง แต่มองว่าเป็นนักโทษคดีอาญา แต่การนิยามผู้ต้องขังทางการเมืองเริ่มเห็นชัดเจนหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เมื่อมีการออกกฎหมายหลายฉบับ และการนิรโทษกรรมทั้งคณะผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง กบฏบวรเดช ก็มีผู้ต้องขังทางการเมืองเพิ่มมากขึ้น
ในช่วงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการคุมขังคนที่มีแนวคิดอุดมการณ์แบบคอมมิวนิสต์ โดยเกิดเป็นคุกพิเศษที่ลาดยาว แม้ว่าจะเป็นการกวาดจับนักคิดนักเขียน แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังมีอิสระในการเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญา เช่นการเขียนหนังสือ แต่งเพลง หรือการสร้างพื้นที่เผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับคอมมิวนิสต์ของฝ่ายซ้ายภายในเรือนจำ
ปัจจุบันอาจไม่มี ‘แดนการเมือง’ สำหรับคุมขังนักโทษคดีการเมืองโดยเฉพาะ แต่ก็ยังคงมีผู้ต้องหาและผู้ต้องขังทางการเมือง เช่น คดีอาญา ม.112 คดีชุมนุม และคดีความมั่นคงอยู่
“ปัญหาที่สำคัญเลยก็คือสุดท้ายแล้วเนี่ย ผู้ต้องขังทางการเมือง พวกเขาไม่ใช่นักโทษที่กระทำผิด โดยเจตนาว่าฉันจะกระทำผิดนะ แต่มันมีความมุ่งหมายทางการเมือง อาจจะต้องการเปลี่ยนแปลงสังคมให้มันดีขึ้น ต้องการเปลี่ยนแปลงหรือว่ามีการเคลื่อนไหวที่เป็นปฏิปักษ์ต่อผู้มีอำนาจ ซึ่งในส่วนนี้เนี่ย เอาจริงๆ คือระบบราชทัณฑ์ไทย เขาไม่ต้องการรีฟอร์มของคนกลุ่มนี้ แต่เขาต้องการแยกคนกลุ่มนี้ออกจากสังคมแล้วก็ไปควบคุม แล้วก็พยายามจำกัดเสรีภาพทางความคิด เสรีภาพทางด้านร่างกาย” อ.ศรัญญู กล่าว
[ปัญหาคาราคาซัง แต่ไร้งบประมาณ]
จากเรื่องราวย้อนไปในประวัติศาสตร์ กลับมาดูปัจจุบัน ปัญหาต่างๆ ก็แทบไม่ได้ต่างจากในอดีตเลย ไม่ใช่แค่เรื่อง VIP ยังรวมไปถึงปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก และปัญหาการสร้างวินัยซึ่งยังพบว่ามีผู้กระทำผิดซ้ำเยอะมาก
อ.ศรัญญู มองว่าเป็นเพราะว่าวิวัฒนาการของราชทัณฑ์ไทย ไม่ได้เอาโมเดลตะวันตกมาใช้จริงๆ แต่นำเอาโมเดลคุกอาณานิคมมาใช้ จึงไม่มีความจำเป็นในการสร้างวินัย อีกทั้งเรื่องงบประมาณที่จำกัด บุคลากรที่น้อย แต่ต้องดูแลผู้ต้องขังจำนวนมาก จึงทำให้ทรัพยากรไม่สอดคล้องกับการจัดการ การที่ยังอยู่อย่างนี้มาได้โดยที่ไม่พังไปตั้งแต่ต้นก็ดีเท่าไหร่แล้ว
“ถามว่าถ้าเกิดเราจะต้องปรับปรุงอะไรต่างๆ ราชทัณฑ์ ผมว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา แต่มันมีปัญหาอะไรต่างๆ ที่มันเยอะกว่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการยุติธรรม ซึ่งในส่วนนี้ราชทัณฑ์มันคือปลายทาง แต่ถ้าเกิดจะต้องทำราชทัณฑ์ให้มันดีขึ้น ต้นทางมันต้องไปด้วยกันด้วย แต่ถ้าเกิดถามว่าในราชทัณฑ์จะต้องปรับปรุงอะไร ส่วนหนึ่งผมมองว่าอย่างน้อยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ก็คือปฏิบัติผู้ต้องขังให้มีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์พึงจะได้ แล้วเพื่อที่จะให้ผู้ต้องขังเนี่ย เมื่อพ้นโทษไปแล้วสามารถปรับตัวเข้าสู่สังคมภายนอกได้ แล้วก็เรื่องของการฝึกอาชีพ การให้ความรู้อะไรต่างๆ ซึ่งผมว่าราชทัณฑ์ก็ทำอยู่ แต่เขาอาจจะมีข้อจำกัดอะไรต่างๆ เยอะพอสมควร” อ.ศรัญญู กล่าวทิ้งท้าย










