แบรนด์ยืดเปล่าของ ‘ตอน-ทนงค์ศักดิ์ แซ่เอี้ยว’ ใช้เวลา 6 ปีเพื่อสร้างยอดขายตามเป้าหมายอยู่ที่ 1,000 ล้านบาทครั้งแรก ในปี 2567 สิ่งที่เจ้าของธุรกิจเชื่อ และวาง mindset ในการบริหารทำให้ยืดเปล่าเติบโตแบบมี ‘กำไร’ อย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่ก่อตั้งมา เขาทำอย่างไร และเชื่อแบบไหน บทความนี้มีคำตอบ
[ ความทะเยอทะยานต้องมีมากพอเพื่อสร้างแบรนด์ ]
สิ่งที่ ตอน-ทนงศักดิ์ พูดเสมอทั้งบนเวทีสัมมนา และให้สัมภาษณ์ก็คือ ‘ความทะเยอทะยาน’ เขาพูดในฐานะที่เป็นพ่อค้าที่ทำธุรกิจแบบ ‘ซื้อมาขายไป’ มาก่อน ตั้งแต่สมัยที่ยังขายบ็อกเซอร์ที่ตลาดจตุจักรในกรุงเทพฯ
เขามองว่า การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องมีความมุ่งมั่น มีความทะเยอทะยานที่สูงมาก เพราะมันต้องใช้ความอดทนในการสร้างแบรนด์ กว่าจะทำแบรนด์ดิ้งให้ชัด คนจดจำ เป็นเรื่องที่จะใช้เวลาและจังหวะ
ข้อมูลจาก data creden เปิดเผยว่า ธุรกิจยืดเปล่ามีรายได้เพิ่มขึ้นทุกปี ตลอด 5 ปีย้อนหลังทั้งยังมีกำไรทุกปี แม้ว่าตัวเลขปีล่าสุดจะลดน้อยลงก็ตาม
-
ปี 2563 รายได้ 117 ล้านบาท กำไร 1.7 ล้านบาท
-
ปี 2564 รายได้ 218 ล้านบาท กำไร 1.8 ล้านบาท
-
ปี 2565 รายได้ 506 ล้านบาท กำไร 18 ล้านบาท
-
ปี 2566 รายได้ 802 ล้านบาท กำไร 74 ล้านบาท
-
ปี 2567 รายได้ 1,183 ล้านบาท กำไร 1.1 ล้านบาท
หากย้อนไป 6 ปีตั้งแต่ที่ยืดเปล่าเกิดขึ้นมา เรื่องราวความพยายามของ ตอน-ทนงศักดิ์ เป็นอีกหนึ่งภาพจำที่หลายคนจำได้ เพราะเขาเคยเล่าในหลายที่ว่า กว่าจะเป็นยืดเปล่าใช้เวลาในการล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย ตั้งแต่ศึกษา, พัฒนา, พยายามให้ดีขึ้น และเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค
เขาได้พูดว่า “การปั้นแบรนด์จากบ็อกเซอร์มาเป็นเสื้อยืดเปล่าก็ว่ายากแล้ว เฟส 2 ของยืดเปล่าก็คือ ‘เสื้อโปโล’ ต้องใช้ความพยายามอย่างหนักมากประมาณ 300 ครั้ง ทั้งพัฒนา ปรับปรุง เรียนรู้ วนอยู่แบบนั้นจนเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย ความทุ่มเทจากวันแรกๆ ที่โฟกัส ผ่านมาทั้งหมดนั้นทำให้แบรนด์ยืดเปล่า กลายเป็นธุรกิจเสื้อยืดที่ประสบความสำเร็จ ทั้งที่ไม่ใช่สินค้าแฟชั่นด้วยซ้ำไป แต่กลับมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”
“ตลาดเสื้อโปโล ยังเป็นตลาดที่กว้างมากๆ และมีโอกาสอีกมาก สำหรับยืดเปล่าเรามองว่า ถ้าเสื้อยืดคือวัยรุ่น คนรุ่นใหม่ เสื้อโปโลก็จะขยายตลาดครอบคลุมให้มากขึ้น เพราะใส่ได้ทุกกลุ่ม และใช้ได้ในหลายโอกาส”
ปัจจุบัน ยืดเปล่า ไม่ใช่แค่แบรนด์ที่มีเพียงเสิ้อยืด หรือเสื้อโปโล เพราะไลน์สินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งกระเป๋า, กางเกงยีนส์, กางเกงผ้า, ถุงเท้า ฯลฯ ยังไม่นับลายเสื้อลิมิเต็ดต่างๆ ที่ยืดเปล่าได้ไป collab กับรายอื่น ซึ่งกลยุทธ์ก็เพื่อทำให้แบรนด์อยู่ในกระแส เข้าถึงคนง่าย และเป็นที่จดจำ
[ ความเชื่อซีอีโอ ยอดขายเยอะ = เพื่อนเยอะ ]
มูฟเมนต์เชิงการตลาดหลายครั้งของยืดเปล่า ทั้งการเป็นสปอนเซอร์ตามงานอีเวนต์มากมาย เช่น เทศกาลดนตรีอย่าง MUUJI FESTIVAL 2026 (มูจิ เฟสติวัล) หรือ Pepsi presents T-POP Concert Fest หรือแม้แต่การร่วมมือดีไซน์ลายเสื้อลิมิเต็ดกับวงดนตรีที่ผ่านมา
สิ่งเหล่านี้มาจากความเชื่อที่ว่า การขายได้เยอะๆ ก็ต้องสร้างมาจากพื้นฐานการมีเพื่อนเยอะด้วย เป้าหมายสำคัญของ ตอน-ทนงศักดิ์ ก็คือ ‘Economy of Scale’ เป็นการยกระดับมาจากคำว่า ‘Economy of Friend’ ในปัจจุบันนั่นเอง
ยังมีความเชื่ออีกหลายเรื่องจากผู้ก่อตั้งแบรนด์ยืดเปล่า ซึ่งนักการตลาด หรือผู้ประกอบการสามารถหยิบมาปรับใช้กับธุรกิจตัวเองได้ เพราะการทำธุรกิจในปี 2569 ก็คงไม่ง่ายนักจากหลายๆ บทวิเคราะห์ที่ประเมินเอาไว้ และนี่คือตัวอย่างแนวคิดของ ตอน-ทนงศักดิ์ ในการทำธุรกิจที่ผ่านมา
-
ไม่เคยกังวลว่ายืดเปล่าจะเป็นแบรนด์น้องใหม่เข้าสู่ตลาด ทั้งที่มีเจ้าตลาดอยู่แล้ว เพราะเรามั่นใจว่าฟังเสียงลูกค้าตลอด และพร้อมปรับปรุงเสมอ
-
เลือกวิธีการซื้อใจ และสร้าง loyalty ลูกค้า ด้วยการส่งเสื้อที่ถูกต้องให้ลูกค้าโดยไม่จำเป็นต้องส่งเสื้อคืน (กรณีทางร้านส่งสินค้าผิดสี, ผิดไซซ์, ไม่ตรงกับความคาดหวัง)
-
ห้างสรรพสินค้ายังมีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนไทย ดังนั้น การเปิดร้านในห้างฯ ยังจำเป็นและน่าสนใจสำหรับยืดเปล่า
-
ช่วงเริ่มต้นธุรกิจเน้นขายเยอะ ลูกค้าเยอะ กำไรน้อยไม่เป็นไร
-
เมื่อแบรนด์ขึ้นเป็น Top of mind ของผู้บริโภคแล้ว เป็นจังหวะที่ดีในการขยายสเกลธุรกิจ เช่น เพิ่มประเภทสินค้าใหม่เพื่อให้แบรนด์ดูหลากหลายขึ้น
สุดท้าย สโลแกนของแบรนด์ยังคงสำคัญต่อการสร้าง awareness เขาได้กล่าวว่า การที่ยืดเปล่าเน้นไปที่คำว่า ‘ไม่ย้วย’ ตั้งแต่วันแรกๆ ที่เริ่มธุรกิจนี้ เพราะในตลาดตอนนั้นยังไม่มีเจ้าไหนที่หยิบเรื่องนี้มาเป็นประเด็นสำคัญ ทั้งที่เป็นอีกหนึ่ง pain point ของสินค้าเสื้อยืด ประโยคที่ว่า “ยืด แต่ไม่ย้วย” จึงหลายมาเป็นคีย์ที่ทำให้คนจำยืดเปล่าได้ ประโยคเข้าใจง่าย, ไม่ซับซ้อน, สื่อสารได้ตรงจุด










